จีนแบนเพลงในคาราโอเกะ หวั่นกระทบความมั่นคง

กระทรวงวัฒนธรรมของจีนเตรียมออกกฎควบคุมเพลงในคาราโอเกะที่มีแนวโน้มว่าจะบ่อนทำลาย หรือกระทบความมั่นคงและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชาติ

กฎหมายใหม่ที่ออกมายังไม่ได้มีการกำหนดชื่อเพลงที่เฉพาะเจาะจงเหมือนที่ผ่านมา โดยต้องรอการพิจารณาจากคณะกรรมการกระทรวงวัฒนธรรม โดยเมื่อผู้ประกอบการร้านคาราโอเกะได้รับรายชื่อเพลง ก็จะต้องดำเนินการทันที
ปี 2020 จีนเคยออกกฎแบนเพลงกว่า 100 เพลงในรายชื่อเพลงคาราโอเกะ จากเหตุผลว่าเพลงดังกล่าวกระทบต่อความมั่นคง เกี่ยวกับการเมือง และเป็นเพลงที่สื่อถึงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมมาแล้ว
ในบรรดาเพลงที่เคยถูกห้าม ส่วนใหญ่ชื่อเพลงจะมีความหมายในแง่ลบ อย่างเพลงที่ชื่อว่า “ฉันรักสาวไต้หวัน” เพลง “ตด” เพลง “ฮูลิแกนในปักกิ่ง” และเพลง “ไม่อยากไปโรงเรียน”

กระทรวงวัฒนธรรมของจีนเตรียมออกกฎควบคุมเพลงในคาราโอเกะที่มีแนวโน้มว่าจะบ่อนทำลาย หรือกระทบความมั่นคงและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชาติ โดยทางกระทรวงมีการระบุถึงเรื่องดังกล่าวในเอกสารของกระทรวงเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เพื่อเตรียมสั่งให้ผู้ประกอบการร้านคาราโอเกะไล่ลบเพลงที่เห็นว่าเป็นภัยต่อความสมานฉันท์ในชาติ

เอกสารของทางการจีนระบุว่าเพลงที่จะถูกแบนจะเป็นเพลงที่คณะกรรมการมองว่า เป็นภัยต่อความสมานฉันท์ ต่ออธิปไตยหรือต่อบูรณภาพทางเขตแดนของชาติ เป็นภัยต่อความมั่นคง เกียรติยศชื่อเสียง หรือผลประโยชน์ของชาติ หรือ ยุยงให้เกิดความเกลียดชังทางชาติพันธุ์ แต่การแบนเพลงครั้งล่าสุดนี้ยังไม่ได้ระบุรายชื่อเพลงที่ชัดเจนแต่อย่างใด

เมื่อปี 2020 จีนเคยออกกฎแบนเพลงกว่า 100 เพลงในรายชื่อเพลงคาราโอเกะ จากเหตุผลว่าเพลงดังกล่าวกระทบต่อความมั่นคง เกี่ยวกับการเมือง และเป็นเพลงที่สื่อถึงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม โดยในบรรดาเพลงที่เคยถูกห้าม ส่วนใหญ่ชื่อเพลงจะมีความหมายในแง่ลบ อย่างเพลงที่ชื่อว่า “ฉันรักสาวไต้หวัน” เพลง “ตด” เพลง “ฮูลิแกนในปักกิ่ง” และเพลง “ไม่อยากไปโรงเรียน”

เพลงตามบัญชีดำจากส่วนกลาง จะผ่านการพิจารณาจากทางกระทรวงวัฒนธรรมจีนและจะมีผู้เชี่ยวชาญด้านเพลงคาราโอเกะเป็นผู้คอยพิจารณาอย่างต่อเนื่อง ว่าเพลงใดที่ควรจะอยู่ในบัญชีดำ ซึ่งผู้ประกอบการร้านคาราโอเกะต้องเป็นผู้รับผิดชอบลบเพลงดังกล่าวออกจากเมนูเพลง เหลือเพียงแค่เพลงที่ส่งเสริมพลังบวกที่จะยังคงเหลืออยู่ รวมทั้งผู้ให้บริการร้านคาราโอเกะ จะต้องช่วยกระตุ้นหรือโปรโมตเพลงที่เข้ากับแนวทางนโยบายของรัฐบาลด้วย

แอนเจลี แดทท์ นักวิเคราะห์อาวุโสเกี่ยวกับจีน ฮ่องกง และไต้หวัน แห่งองค์กรฟรีดอมเฮาส์ องค์กรเอกชนเพื่อประชาธิปไตยและสิทธิเสรีภาพ ระบุว่า การสั่งห้ามครั้งนี้ไม่ใช่เหตุบังเอิญ แต่เป็นแนวทางที่ถูกนำเสนอในโอกาสครบรอบ 100 ปี พรรคคอมมิวนิสต์จีน ในภาวะแห่งความไม่มั่นคง และความกังวลต่อสถานการณ์ความแตกแยก การมุ่งเป้ามาที่การจัดระเบียบคาราโอเกะ เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่จะแผ่ขยายการควบคุมเนื้อหาจากทางภาครัฐ ซึ่งแทรกซึมเข้าไปในอุตสาหกรรมบันเทิงด้วย

ซึ่งการขึ้นบัญชีดำเพลงต่างๆ โดยใช้เหตุผลด้านความมั่นคง และการละเมิดจริยธรรมทางสังคม จะทำให้ทางการสามารถเซนเซอร์เนื้อหา ที่โน้มเอียงไปยังต่างชาติ ศาสนา หรือการเมืองที่อ่อนไหว ในขณะที่มีความพยายามที่จะโปรโมต ประเพณีและวัฒนธรรมแบบอนุรักษนิยมของพรรคคอมมิวนิสต์เข้ามาเป็นศูนย์กลางแทน

ด้าน นายเกรกอร์ เบียงเวนู นักวิชาการด้านสื่อของจีน จากมหาวิทยาลัย ซอร์บอนน์ ประเทศฝรั่งเศส ระบุว่า คาราโอเกะถูกมองเป็นเครื่องมือของรัฐบาลกรุงปักกิ่งเพื่อใช้ดึงความสนใจประชาชนออกจากความผิดพลาดและล้มเหลวของรัฐบาล รวมทั้งเบนความสนใจจากประเด็นการเมืองที่อ่อนไหว ทั้งประเด็นไต้หวัน ฮ่องกง และอิทธิพลจากต่างชาติ ตราบใดที่ภาครัฐยังสามารถควบคุมเนื้อหาที่พยายามสื่อออกมาจากในเพลงได้

สถานที่อย่างบาร์คาราโอเกะ นับเป็นสถานที่ที่มีกิจกรรมที่ช่วยดูดซับพลังงานของกลุ่มเยาวชน ผ่านเพลงยอดนิยม การเต้น การดื่ม และยังสามารถช่วยเบี่ยงเบนความคิดทางการเมืองทิ้งไป ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจ ที่รายชื่อเพลงที่มีอยู่ในคาราโอเกะจะถูกจับตามอง แม้ว่านี่จะเป็นเพียงแผนการหลักส่วนหนึ่งของนาย สี จิ้น ผิง ที่ต้องการจับตาดูการแสดงออกทางวัฒนธรรมทุกๆ ด้าน ซึ่งเขาได้ดำเนินการต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2013 ไม่ว่าจะเป็น โรงภาพยนตร์ เพลงฮิปฮอป และตอนนี้ก็มาถึงคาราโอเกะ

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่รัฐบาลกรุงปักกิ่ง มุ่งเป้ามาที่เพลงคาราโอเกะ เพราะในปี 2020 มีเพลงอย่างน้อย 100 เพลง ที่ถูกขึ้นบัญชีดำห้ามร้องในคาราโอเกะเด็ดขาด ขณะที่ในปี 2018 มีเพลงถูกสั่งแบนมากถึง 600 เพลง ซึ่งรวมถึงเพลงของนักร้องดังจากเกาะฮ่องกง อย่าง เฉิน อี้ซวิ่น และวงดูโอ Twins รวมทั้งศิลปินจากไต้หวัน อาเม่ย และเจย์ โชว อย่างไรก็ตาม การสั่งแบนเพลงและนักร้องชื่อดังบางครั้งก็ส่งผลในทางตรงข้ามได้ เพราะจะกลายเป็นการโปรโมตบุคคลเหล่านั้นไปโดยปริยาย

นายเบียงนู ยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นเมื่อปี 2015 ที่มีการปราบปรามดนตรีฮิปฮอป และมีการสั่งแบนเพลงเป็นวงกว้าง นอกจากนั้นยังมีการควบคุมตัวนักดนตรีไว้ถึง 5 วัน แต่ในอีกไม่กี่ปีต่อมา วงฮิปฮอปวงดังกล่าว กลับกลายเป็นวงยอดนิยมในจีนแผ่นดินใหญ่

แดทท์ จากฟรีดอม เฮ้าส์ ระบุว่า การเซนเซอร์ในครั้งล่าสุดนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการจัดระเบียบรูปแบบพฤติกรรมของประชาชนโดยทางการ โดยจะเห็นได้จากเมื่อปีที่ผ่านมา ที่ทางการกรุงปักกิ่งได้ยกระดับการควบคุมเนื้อหาของวัฒนธรรมประชานิยม ซึ่งรวมไปถึง การเดี่ยวไมโครโฟน การเล่มเกม แฟนคลับทางอินเทอร์เน็ต เช่นเดียวกับการสร้างจรรยาบรรณของผู้ที่มีชื่อเสียงขึ้นมา ซึ่งการขยายวงในการเซนเซอร์หรือควบคุมเนื้อหา รวมไปจนถึงการจำกัดเสรีภาพทางการแสดงออก ยิ่งเป็นการส่งสัญญาณว่า พรรคคอมมิวนิสต์จีนกำลังมีความกังวลอย่างมากต่อความแตกแยกที่เกิดขึ้นภายในประเทศในเวลานี้ เพราะความไม่แน่นอนในทางสังคม อาจจะกลายเป็นเครื่องมือในการทำลายเสถียรภาพของรัฐบาลในอนาคตได้.

This entry was posted in News.